ศธ. จับมือภาครัฐ/เอกชน เดินหน้า “ปฏิรูปการศึกษา แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ร่วมคิด ร่วมทำ ขจัดวิกฤตโรงเรียน ICU”

(วันที่ 5 กรกฎาคม 2560) นายแพทย์ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เยี่ยมชมการจัดนิทรรศการ “ปฏิรูปการศึกษา แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ร่วมคิด ร่วมทำ ขจัดวิกฤตโรงเรียน ICU” พร้อมด้วยผู้บริหารของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนที่ร่วมโครงการ ข้าราชการ และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ณ สนามหน้าคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการโดยโครงการ “โรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน” หรือโรงเรียน ICU เป็นโครงการที่กระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการเพื่อปฏิรูปการศึกษาให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยได้ทำการสำรวจโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 38,000 แห่งทั่วประเทศ ที่เข้าข่ายโรงเรียนที่ประสบปัญหาวิกฤติทางการศึกษาที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาเป็นพิเศษอย่างเร่งด่วน พบปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน ได้แก่ การขาดแคลนครู อาคารเรียนชำรุดทรุดโทรมมาก ขาดแคลนอาคารโรงอาหาร ห้องสุขาไม่เพียงพอ ขาดแคลนลานกีฬาและอุปกรณ์การกีฬา ระบบไฟฟ้า/โซลาร์เซลล์ชำรุด สื่อการเรียนการสอนไม่เพียงพอ ระบบน้ำบาดาลไม่สามารถควบคุมคุณภาพความสะอาดได้ รวมถึงประสบปัญหาด้านโภชนาการ ซึ่งทาง สพฐ. ได้ดำเนินการช่วยเหลือโดยทันที ตามระดับความเร่งด่วนของแต่ละโรงเรียน

แต่ด้วยโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือมีจำนวนมาก จึงได้รับความร่วมมือจากภาครัฐและเอกชนเข้ามาช่วยเหลือเพิ่มเติม คือ กรมทรัพยากรน้ำบาดาล สนับสนุนในด้านระบบน้ำบาดาล มูลนิธิอายิโนะโมะโต๊ะ สนับสนุนด้านโรงอาหาร บริษัทเทสโก้ โลตัส สนับสนุนด้านห้องสุขา บริษัททีโอเอ เพ้นท์ สนับสนุนด้านซ่อมแซมอาคารเรียน บริษัทเอ.พี.ฮอนด้า สนับสนุนด้านลานกีฬาและอุปกรณ์การกีฬา บริษัทบางจากปิโตรเลียม และบริษัทบีซีพีจี สนับสนุนด้านระบบไฟฟ้า/โซลาร์เซลล์ บริษัททีชชิ่งทอยส์ มูลนิธิตั้งเซ็กกิม และบริษัทมอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล สนับสนุนด้านสื่อการเรียนการสอน และในส่วนของ สพฐ. เองก็สนับสนุนด้านบุคลากรที่ขาดแคลนด้วย
รมว.ศธ. กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการต้องการแก้ไขปัญหาโรงเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือและพัฒนาอย่างเร่งด่วนให้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ การของบประมาณปกติจึงอาจไม่ทัน ต้องใช้วิธีการที่รวดเร็วด้วยการทำเป็นนโยบายลงไป บวกกับดึงภาครัฐและเอกชนเข้ามาช่วย โดย สพฐ. แบ่งโรงเรียนเป็นประเภทต่างๆ 3 ประเภท คือ ฉุกเฉิน เร่งด่วน และไม่ฉุกเฉิน ประเภทฉุกเฉินคือหลังคารั่วหนัก โซลาร์เซลล์ใช้งานไม่ได้ จึงเกิดการร่วมมือกันและแบ่งปันข้อมูลกันว่าตอนนี้ได้ทำอะไรไปแล้วบ้าง สำหรับระยะที่สองนี้ ใช้งบประมาณกว่า 400 ล้านบาท และได้ภาคเอกชนมาร่วมด้วยอีกกว่า 30 ล้านบาท ซึ่งในอนาคตน่าจะมีภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วยมากขึ้น โดยการดำเนินการในระยะแรกและระยะที่สอง ได้เข้าช่วยเหลือโรงเรียนทั่วประเทศกว่า 5,000 โรงเรียนแล้ว ผลที่ได้คือการบูรณาการอย่างแท้จริง คือภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาชน ได้มาร่วมมือกัน ได้วิเคราะห์ปัญหาและแก้ไขร่วมกัน ซึ่งในปีการศึกษา 2561 นี้ ทางสพฐ.ได้ตั้งเป้าไว้ว่าจะใช้งบประมาณเพื่อโครงการนี้ถึง 1,000 ล้านบาท แสดงให้เห็นความตั้งใจและมุ่งมั่นที่แก้ไขปัญหาโรงเรียน ICU อย่างจริงจัง

Advertisements

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s